บทที่ 4 ยางเจ้าปัญหา

ตอนที่ 4 ยางเจ้าปัญหา

“มีสุขฟาร์มสเตย์ยินดีต้อนรับครับ”

ไอ้คนทะเล้นยิ้มระรื่น เหมือนมันไม่ได้สนใจหรือรู้สึกอับอายสักนิดเลยว่า เมื่อครู่นั้นผมเพิ่งได้เห็นของลับ ของสงวนส่วนตัวที่มันควรจะเก็บงำหุบหำเอาไว้ดูคนเดียว

“เฮอะ ถ้ารู้ว่ามาแล้วจะเจอคนประสาทอย่างนาย ฉันเปลี่ยนเป้าหมายถึงไปนอนโฮมสเตย์อื่นดีกว่า”

“หื้อ โฮมสเตย์ที่อื่นอาจมีความสะดวกสบายกว่าที่นี่ แต่รับรองว่าไม่มีฟาร์มสเตย์ที่ไหน ดีเท่ามีสุขอีกแล้วนะ”

“ที่นี่เนี่ยนะมีอะไรดี” ผมกระตุกมุมปากเบะขึ้นข้างหนึ่ง จากนั้นกวาดสายตาไปมองรอบตัว

หากไม่นับทิวทัศน์ทุ่งนาเขียวขจีที่มีสายลมพัดยอดข้าวขยับจนมองคล้ายเหมือนต้นข้าวที่กำลังออกรวงเหล่านั้น มันกำลังเล่นเวฟ ไม่นับต้นคูนใหญ่ที่ปลูกเรียงชิดตลอดริมถนนที่กำลังออกดอกสีเหลืองแข่งกันเป็นแนวยาวมองไปไกลจนสุดทางสายนี้ กับสายลมยามเย็นที่กำลังโชยกลิ่นดินชื้นกับกลิ่นหญ้าอ่อน ๆ ลอยมา มีสุขฟาร์มก็ไม่ต่างอะไรกับที่พักอื่น

“มีสิ เพราะที่นี่เรา...มีสุขฟาร์มไง” ฟันขาวเรียงเป็นแถวสวยรับกับดวงตาเป็นประกายยิ้มทะเล้นตอบกลับมา หากแต่ผมขี้เกียจต่อความยาวสาวความต่อไปให้ยืดเยื้อ

“จริงสิ แล้วนายชื่ออะไร”

หลังจากความหิวของผมถูกทุเลาให้เบาบางลงได้ ด้วยข้าวเหนียวไข่เจียว ผมจึงพอมีสติถามไถ่ทำความรู้จักคนที่พาผมมาส่งถึงที่พัก แถมยังเจียวไข่ให้กิน แม้ว่านี่จะไม่ใช่การต้อนรับตามหลักมาตรฐานทั่วไป แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย อีกอย่างนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสกินไข่ไก่สด ๆ ชนิดที่เพิ่งหลุดออกมาจากตูดไก่แล้วเอามันมาตอกใส่กระทะทีเดียว แถมผักทุกใบยังเป็นของสดใหม่ชนิดที่เด็ดมาจากต้น และผมมั่นใจว่าพืชผักเหล่านี้มันคงไร้สารเคมีอย่างแน่นอน

“แดนดิน หรือจะเรียกผมว่าแดนก็ได้” เจ้าของเป้ากางเกงขาดตอบกลับมา ขณะนั่งกางขาพยายามใช้หนังยางรัดแกงสีแดงมัดจุกให้รูกางเกง

“บ้านนายอยู่แถวนี้เหรอ”

“อืม บ้านผมขับเลยเข้าไปในโน้นอีกหน่อย” ปากบางบุ้ยใช้ชี้แทนมือไปตามถนนเปลี่ยว

“นายมีโทรศัพท์หรือเปล่า ลองโทรถามภูมิทัศน์สิ เขาอยู่ไหนแล้ว เมื่อไหร่จะกลับมา”

“ไม่ต้องโทรหรอก แถวนี้มันไม่มีสัญญาณ ยิ่งถ้าขับรถนะเดี๋ยวขึ้นเขาลงเขาใครจะมัวมาห่วงรับโทรศัพท์ ถ้าพี่ภูมิกลับมาตอนไหนคุณก็เห็นเองนั่นแหละ โอ๊ยยยยยย” เสียงโอดโอยครวญครางอย่างเจ็บปวดดังมาจากเจ้าของร่างงองุ้ม

“นี่นายเป็นอะไร ร้องทำไม ตัวอะไรกัดหรือไง” ผมขยับเข้าไปใกล้ถามด้วยความสงสัย แกมห่วงใยนิดหน่อย

“อ๊ากกกกก” เจ้าของแก้มขาวเมื่อครู่ก้มหน้างุด ๆ สีผิวเปลี่ยนเป็นแดงเข้ม มือกุมลงไปยังเป้ากางเกงตัวเองแน่น

“เป็นอะไร!”

“ยางมัดหมอย!”

“ฮะ!”

“โอ๊ย โอ๊ยเจ็บ คุณแกะหมอยออกให้หน่อย”

“แล้วฉันจะแกะยังไงเล่า” ผมนั่งคุกเข่าลงไปเบื้องหน้ามือคว้าจุกเศษผ้าของกางเกงเก่าเป้าขาด จากนั้นค่อย ๆ รูดเอายางรัดแกงสีแดงออกมาอย่างเบามือ

“โอ๊ยหมอยร่วงหมดแล้วมั้ง”

“ไม่หมดหรอก หลุดมาแค่สามสี่เส้น ยังเหลืออีกเยอะ”

ผมใช้นิ้วคีบหนังยางแดงที่มันม้วนเส้นขนในส่วนลับของเจ้าเด็กชนบทเส้นหยิกหงิกงอ ออกมาแล้วโยนทิ้งทันที ไม่รู้ว่าก่อนออกจากบ้านที่กรุงเทพผมก้าวขาไหนออกมามันถึงได้ซวยซ้ำ ซวยซ้อน ชีวิตมีแต่ความวิปริตผิดแปลกไปเสียทุกเรื่อง

ปัญหาเรื่องหมอย ๆ ของผมกับเจ้าหนุ่มแดนดิน คลี่คลายลงได้เมื่อเห็นดวงไฟหน้ารถเลี้ยวขับเข้ามาตามถนน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน่าจะเป็นรถของคนที่ผมตั้งใจมาหา

“คุณภรัญ” เจ้าของฟาร์มมีสุขกระโดดลงมาจากรถได้รีบพุ่งเข้ามาหาผมทันที

“สวัสดีครับคุณภูมิทัศน์”

“เกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย ผมไปรอคุณในเมืองตั้งครึ่งวัน เบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้โทรยังไงก็ไม่ติด คิดว่าคุณเปลี่ยนใจไม่มาแล้วซะอีก”

“ผมมีปัญหานิดหน่อยน่ะครับ”

“พี่ภูมิกลับมาก็ดีแล้ว อย่างนั้นผมกลับบ้านก่อนนะ ป่านนี้แม่ยืนเท้าเอวรอแล้ว” เจ้าของเป้ากางเกงขาดใส่รองเท้าแล้วเดินไปยืนอยู่ข้างรถกระบะตัวเอง

“แล้วนั่นทำไมน้องแดนเดินอย่างนั้นล่ะ” เพื่อนเก่าของผมยืนเอียงคอมองท่าเดินขโยกเขยกของคนที่เดินเอามือกุมเป้ากางเกงตัวเอง อีกทั้งขาสั้นเรียวเล็กบิดไปบิดมาเพราะยางรัดแกงวิตถารถลกขนหลุดเมื่อครู่

“เพื่อนพี่ภูมินะสิถอนหมอยผม”

“ฮะ!”

“ไอ้เด็กนี่ฉันไปถอนขนของนายตอนไหน ตัวเองทำตัวเองแท้ ๆ”

“ทำอะไรนะ” ภูมิทัศน์หันขวับมองกลับมาทางผม

“ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น” ผมเถียงเสียงแข็งเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

“ก็คุณดึงแรงนี่ ถ้าหมอยผมโกร๋นขึ้นมานะคุณต้องรับผิดชอบ”

“แล้วใครใช้ให้เอายางไปมัดไว้อย่างนั้นเล่า อีกอย่างโตจนหมอยยาวขนาดนี้แล้ว กางเกงในมีก็หัดใส่ซะบ้างนะ”

“ทำไมต้องมาจำกัดอิสรภาพกระจู๋ผม”

“อิสรภาพบ้าบอ”

“เอาล่ะ น้องแดนรีบกลับบ้านเถอะ มันมืดแล้ว” เพื่อนเก่าเข้ามาขวางตรงกลางระหว่างผมกับคู่ปรับ

ผมยืนมองไฟท้ายของรถกระบะขับห่างออกไปจนลับตา จากนั้นเดินกลับขึ้นไปบนบ้านชั้นเดียวแล้วเล่าเรื่องราวโดยย่อให้เจ้าของฟาร์มสเตย์ฟัง เราสองคนใช้เวลาพูดคุยทักทายกันอยู่อีกไม่นานภูมิทัศน์จึงเดินนำทางผมไปส่งยังกระต๊อบหลังเล็กกลางทุ่งนาซึ่งปลูกอยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ไปอีกประมาณยี่สิบเมตร

กระท่อมไม้ไผ่หลังคามุงแฝกไม่มีมุ้งลวด ไม่มีแอร์ ไม่มีแม้แต่เตียงนอน ภายในห้องมีเพียงแค่ฟูกความหนาประมาณหนึ่งคืบกับมุ้งสีขาวมัดติดอยู่กับหัวเสาด้านหนึ่ง มุมห้องมีโต๊ะญี่ปุ่นวางไว้พร้อมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยและกาแฟสำเร็จรูปทรีอินวัน และกาต้มน้ำร้อน ห่างไปไม่เกินสองเมตร เป็นประตูห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน นอกนั้นไม่มีอะไรเลย นี่ผมชักไม่มั่นใจแล้วว่าการลาพักร้อนครั้งนี้ ผมจะได้มาพักผ่อนจริง ๆ หรือว่ามันจะทำให้ผมประสาทแดกมากกว่าการนั่งทำงานในออฟฟิศ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป